VMAX
 
 
 
 

สามแนวทางสุดปัง ลดแอพอืด เร้าประสบการณ์ให้ผู้ใช้งานได้สะใจถึงขีดสุด

VMAX best practices to tackle app latency featured image

ปี 2559 เป็นยุคที่กระแสสมาร์ทโฟนฮาร์ดแวร์มาแรง และไร้ขีดจำกัด นอกจากหน้าจอจะมีความละเอียดสูงแล้ว หน่วยประมวลผลยังถีบตัวสูงถึงสี่ และแปดคอร์ รวมถึงหน่วยความจำที่ใหญ่ขึ้น อีกทั้งผู้ใช้ก็วาดฝันไว้มากมายถึงประสิทธิภาพสูงสุดจากแอพ หรือระบบปฏิบัติการที่จะได้รับ

ผู้ใช้จะมีความรู้สึกไวมากหากแอพที่ใช้อยู่ตอบสนองช้ากว่าที่ควร ซึ่งผลที่ได้คือเขาอาจจะใช้แอพตัวนั้นน้อยลง หรือที่เลวร้ายที่สุดก็คือเขาเลิกใช้แอพ หรือลบแอพนั้นไปเลย  ข้อมูลวิจัยจาก ระบุว่าอะไรก็ตามที่ใช้เวลาตอบสนองนานมากกว่า 3-4 วินาทีขึ้นไป ผู้ใช้จำนวน 60% หรือมากกว่า ส่วนใหญ่จะเลิกทำธุรกรรม และอาจกำจัดแอพนั้นทิ้งไปเลย   ข้อมูลจาก Neumobโมบายซีดีเอ็น ระบุว่า 48% ของผู้ใช้งานลบแอพทิ้งเพราะทำงานช้า

การประมวลผลที่ชักช้า อืดอาด ไม่ได้ดั่งใจนั้นเกิดจากการที่โฮสต์เซิฟเวอร์ได้รับคำร้องขอแล้วจะต้องตอบสนองต่อคำร้องขอในหนึ่งรอบซึ่งเรียกว่าความหน่วง ปกติประมาณ 1 วินาที ซึ่งถ้านานกว่านั้นแสดงว่าเกิดความผิดปกติขึ้นแล้ว

การหาให้ได้ว่าแอพคุณใช้เวลาตอบสนองเป็นอย่างไร แล้วปรับแต่งเพื่อให้ประสบการณ์ของผู้ใช้ดีขึ้นเป็นเรื่องสำคัญมาก หลายต่อหลายบริษัทต่างตระหนักถึงเม็ดเงินจำนวนมหาศาลที่ธุรกิจจะได้รับ หากทำให้แอพทำงานเร็วขึ้นกว่าที่เคยเป็น
ใครที่เพิกเฉยกับสัญญาณอันตรายนี้ก็ต้องรับผลเสียที่ตามมา เฉกเช่น “บิง” เครื่องมือค้นหาของไมโครซอฟท์ ที่โหลดหน้าเพจช้าลงกว่าเดิมถึงสองวินาที ทำให้รายได้ต่อผู้ใช้งานลดลงถึง 4.3% แล้วเป็นคุณล่ะจะแก้ไขปัญหาเช่นนี้อย่างไร เรามีสามแนวทางสุดปังที่จะไม่ทำให้คุณเหวี่ยงกับอาการแอพหน่วงอีกต่อไป

  1. ไม่ต้องเยอะ…
    อะไรที่เยอะ ปัญหามักจะแยะตามมาเป็นเงาตามตัว เปรียบเสมือนกับแอพที่เต็มไปด้วยอะไรก็ไม่รู้เต็มไปหมดจนหน่วงให้การทำงานช้าลง อาทิ ถ้าแอพคุณมีวิดเจ็ทมากเกินไป แต่ละหน้าจอก็จะใช้เวลาในการโหลด นาน ทำให้แอพทำงานน้อยลงโดยนำภาพกลับมาใช้ใหม่ให้เกิดการโหลดเพียงครั้งเดียว การใช้ CSS spritesจะช่วยจัดกลุ่มภาพไว้ในไฟล์เดียวกันได้อย่างเหมาะเจาะลงตัว 
    นอกจากนี้ คุณยังสามารถรวบการประมวลผลภาพไว้ในวิดเจ็ทเดียวได้ ยกตัวอย่าง การผนึกองค์ประกอบภาพต่างๆ ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็น กราฟฟิค ปุ่ม ฯลฯ มารวมอยู่ในภาพแบ็คกราวด์ให้เป็นแค่ภาพภาพเดียวซึ่งจะทำให้แอพโหลดภาพนั้นเพียงครั้งเดียวเท่านั้น ลดเวลา ลดพลังงาน และลดอารมณ์ของคุณให้เย็นลงได้อีกด้วย  
  2. ใกล้ขึ้นอีกนิด… 
    เปรียบได้กับการที่แอพคอนเท้นท์กับผู้ใช้งานอยู่ห่างไกลกันมาก จนทำให้การเข้าถึงแอพใช้เวลานานแล้วแอพก็ทำงานช้าลงตามไปด้วย แต่ Content Delivery Network (CDN)สามารถแก้ไขปัญหานี้ได้….แล้ว CDN คืออะไร CDN ก็คือเครือข่ายของเซิร์ฟเวอร์ที่ตั้งกระจายตัวอยู่ตามหลักภูมิศาสตร์ โดยนำส่งคอนเท้นท์ไปให้ผู้ใช้งานที่อยู่ใกล้ที่สุด คอนเท้นท์ส่วนใหญ่จะแคชในเครื่องแม่ข่ายที่ประมวลผลแบบกระจายที่ตั้งอยู่ตามภูมิภาคต่างๆ ดังนั้นจะช่วยย่นระยะทาง ลดเวลาในการเดินทางไป-กลับ (Round Trip Time:RTT) ของคอนเท้นท์ไปยังผู้ใช้งาน วิธีนี้ไม่เพียงแต่จะช่วยลดความอืดของแอพลงได้ ยังประหยัดช่องสัญญาณอินเทอร์เน็ต และลดค่าใช้จ่ายการทำโฮสติ้งด้วย
  3. เบี่ยงความสนใจแบบเนียนๆ…
    หันเหความสนใจของผู้ใช้ระหว่างที่แอพกำลังโหลด ไอเดียเด็ดโดนใจนี้ก็คือ เมื่อผู้ใช้โหลดภาพในอินสตราแกรม ช่วงที่ผู้ใช้เลือกรูปมากมายเพื่อแบ่งปันภาพอยู่  ขณะนั้นแอพก็เริ่มอัพโหลดภาพแล้ว แถมยังเบี่ยงเบนความสนใจโดยการชักชวนให้ผู้ใช้ใส่แทค หัวข้อ และการบรรยายภาพ โดยที่ผู้ใช้ไม่ได้รู้สึกเอะใจเลยว่าช่วงเวลานั้น ภาพที่เลือกไว้ได้อัพโหลดอยู่ และขณะที่ผู้ใช้กำลังสาละวนกรอกรายละเอียดอยู่ภาพก็อัพโหลดเสร็จพร้อมกับที่ผู้ใช้สามารถกดปุ่มแบ่งปันภาพได้ต่ออย่างทันท่วงที
     

หรือหากคุณคิดว่า ดราม่าจะบังเกิดแน่ถ้าแอพใช้เวลานานในการโหลดมากกว่าปกติ ให้ใช้แถบแสดงผลเข้าช่วย โดยออกแบบให้เห็นว่าตอนนี้แอพกำลังทำงานอยู่ถึงขั้นไหนแล้ว (progress bar) หรือสร้างหน้าจอแสดงผลก่อน (splash screen) เพื่อให้ผู้ใช้มีส่วนร่วมระหว่างที่โหลดแอพ โดยอาจใช้แบรนด์โลโก้ หรือแอนิเมชั่นเข้าช่วยอย่างเนียนๆ ก็ไม่เลว แถบแสดงสถานะการทำงานของแอพ จะสร้างความประทับใจได้หากช่วงแรกของแถบแสดงให้เห็นว่าช่วงต้นทำงานเร็วและตอนท้ายค่อยช้าลง เพื่อให้ผู้ใช้มโนได้ว่าแอพโหลดเร็วจริงไม่มีสะดุด  ต้องทำให้แถบแสดงความคืบหน้านั้น ไม่หยุด มิเช่นนั้นแล้วผู้ใช้จะคิดว่าแอพค้างเสียแล้ว

นอกจากหมัดเด็ดในช่วงต้นยกแล้ว หมัดฮุกท้ายยกก็มีส่วนสำคัญไม่แพ้กัน อย่างการใช้ทูลส์โอเพ่นซอร์ส อย่าง WALT Latency Timer from Google เพื่อวัดความคมชัดของประสาทสัมผัส และความหน่วงของเสียง และการเพิ่มประสบการณ์ของผู้ใช้แอพให้ประทับใจกับการตอบสนองที่รวดเร็ว นั่นแหละคือหัวใจของการธุรกิจให้ประสบความสำเร็จในยุคนี้ เพราะเวลามีค่าดั่งทอง ท่องใว้ให้ขึ้นใจเลยว่า เมื่อมีการพัฒนาแอพหรือเพิ่มฟีเจอร์อะไรใหม่ก็ตาม ต้องสามารถวัดความหน่วงของแอพได้

และรู้หรือไม่ว่า แอพกว่า 90% เป็นแอพฟรีในแอพสโตร์ และมีเพียง 3% ของผู้ใช้งานเท่านั้น ที่จะเปลี่ยนมาซื้อแอพเพิ่ม ทำให้รูปแบบการโฆษณาในแอพ ได้รับการนำมาใช้เพื่อสร้างรายได้อย่างแพร่หลาย ท้ายสุด ผู้ที่เพิกเฉย และละเลยต่อปรากฏการณ์แอพอืด จะสร้างภาพลักษณ์ในแง่ลบต่อผู้ใช้ทำให้มีจำนวนน้อยลง จนทำให้การสร้างรายได้ผ่านโฆษณานั้นต่ำเตี้ยเรี่ยดิน หากโฆษณายังคงมีอาการอืด ยืด และช้า จนทำให้ไม่สามารถตอบสนองตามเป้าประสงค์ได้  ประสบการณ์การใช้แอพเป็นนัยสำคัญหนึ่งที่สำคัญต่อการโฆษณา นักพัฒนาแอพที่ไม่สนความช้าและอืดของแอพ อาจเสียโอกาสที่ผู้ใช้ไม่สนใจที่จะซื้อซ้ำ และอาจทำให้เพลี่ยงพล้ำกับคู่แข่งจนเสียรายได้จำนวนมหาศาลไปในที่สุด